วันอาทิตย์ที่ 17 กรกฎาคม พ.ศ. 2565

รู้เรื่องนี้เเล้วสมองเกิดรอยยักเพิ่มขึ้นเยอะ Smart Money รู้แล้วเครียดเลย

Smart Monney สาเหตุที่แนวรับไม่เคยรับและแหกแนวต้านตลอดเวลา เพราะตลาดมันมีคนคุมอยู่จริงและถ้าเราเข้าก่อนที่ Smart money ทำงานมันทำให้เราสูญเสียทั้ง Mindset และเงินทั้งนั้น เค้ารู้อยู่เเล้วว่าเราวางออร์เดอร์ที่ไหนและถ้าทุกคนวางออร์เดอร์ที่จุดเดียวกันเค้าจะกินเงินได้อย่างไรอันนี้จริงน่ะเพราะแนวทางของมนุษย์ทุกคนอยากเป็นที่ 1 อยากได้จุดต่ำสุดแค่สองอย่างนี้เราก็ตายแล้วเพราะฉนั้นสิ่งที่เราทำต้องไม่เเค่มองเฉยๆ แต่ต้อง trading follow Smart Money น่ะ

วันเสาร์ที่ 16 กรกฎาคม พ.ศ. 2565

liquidate คือ พอร์ตแตก !!!

H traders 14 กรกฎาคม เวลา 17:47 น. · liquidate คือ พอร์ตแตก !!! การโดนบังคับขาย หรือ liquidate หรือforce margin. เมื่อเปิดสถานะ กฏของตลาดคือต้องดำรงเงินต้นให้อยู่ในระดับ IM(initial margin) หรือต่ำสุด MM(maintenance margin) หากไม่เติมเงินให้ถึงIM. จะถูกส่งคำสั่งปิดสถานะbuy หรือsell ทั้งหมดและรายงาน เป็น0 หรือมีเงินเหลือนิดหน่อย ไม่มีสภาพในการเปิดซื้อขายสัญญาอนุพันธ์ใหม่ได้เพราะเงินชำระขั้นต่ำIM มีไม่เพียงพอ จนกว่าจะมีการเติมเงินเข้าบัญชีอีกครั้ง .. เช่น มีเงิน100 lv1/100 เปิดเทรดทองที่ราคา1000 สมการ liquid คือ Collateral = Initial Collateral + Realized PnL + Unrealized PnL < Maintenance Margin = จะโดนบังคับขายที่ราคา910-901โดยประมาณ บางที่บอกว่าเจ้าใหญ่ใช้จุดSL จับกิน เหมือนliquidate อันนี้ต้องอาศัยเดต้าโบรกเกอร์ให้หลากหลายที่และมั่นใจว่าSL จุดนี้มีมูลค่าพอที่เจ้าใหญ่จะไดรฟ์เงินไปถึง บางทีบังเอิญไม่ต้องให้เจ้าใหญ่ไดร์ฟ ก็โดนSL ตามvolatility ก็เยอะ แต่ใช้ข้อมูลวงใน ระวังจะผิดกฏหมายนะครับ ***จุดSL อันนี้หลอกกันได้เพราะแค่กดปิดSL ก็พอแล้ว แต่ จุดพอร์ตแตกหลอกยากเพราะมีเงินในพอร์ตเท่านี้จริงๆเว้นแต่บางคนเติมทัน แต่แล้วเขาทำพอร์ตแตกแว๊บเดียว เติมพอร์ตไม่ทันกันเสียส่วนใหญ่ ***หากจะสังเกตการณ์ราคาว่าจุดนี้เป็นจุดliquidate อันนี้ต้องอาศัยพฤติกรรมบางอย่างเช่น 1ตลาดหลักทรัพย์ ฟิวเจอ อนุพันธ์ จะอาศัยรายงาน cot option interest หากมีการเปิดlong future ในปรกติจะมีการวางoption long put ไว้ที่จุดoffset ก่ำกึ่งกับที่พอร์ตlong future จะโดนliquidate เพื่อประกันความเสี่ยงขาลงไว้ของระบบกองทุนใหญ่ๆทำกัน 2ดูจากทรงกราฟ แต่อันนี้แอทมินไม่แน่ใจแล้วแต่สำนักจะฝึกฝน แล้วแต่ความสังเกตและชำนาญ 3เซอวิสพิเศษจากโบรกเกอร์(ผิดกฏหมายในบางประเทศนะครับ) เพราะ โบรกเกอร์รู้จำนวนเงินในบชลูกค้าทุกคนและจะมีเดต้า เงินคงเหลือในบช สถานะการถือครองfuture และรู้ว่าเทรดอะไรสัดส่วนเท่าไหร่ เหลือให้วิ่งได้อีกเท่าไหร่ ส่วนใหญ่ต้องkycและรายงานกลต ตัวอย่างรูป2 รายงานบชที่โดนliquidate ในตลาดคริปโตเป็นต้น การหลีกเลี่ยง liquidate คือวางเงินให้เพียงพอหรือเทรดตลาดspotเงินเต็มไปเลยก็จะทำให้หลับสบายขึ้น

การวางแผน Daytrading ของผม

วันศุกร์ที่ 15 กรกฎาคม พ.ศ. 2565

ขั้นตอนการเทรดข่าว

การเข้าเทรดของเบอร์ 1 ของโลก

แปล+สรุป สัมภาษณ์อันดับ 1 ของโลก คุณ Paul เจ้าของยอดถอน 500000$ (18 ล้านบาท) พาร์ท strategies 

Pitch Trading
——————————

สัมภาษณ์ด้วยการยกตัวอย่าง ออเดอร์ eurjpy ที่เป็น big shot ของคุณ Paul 

- ผมใช้ Rsi และ MACD ที่ตั้งค่าแบบพิเศษครับ (ในรูปมีให้ดู)

ผมเริ่มต้นด้วยการทำ Top down analysis จาก timeframe monthly ผมจะรออย่างอดทน ให้ตลาดส่งสัญญาณออกมาก่อน ก่อนที่ผมจะเข้าไปมีส่วนร่วม 
ผมต้องเห็นว่ากำลังเกิดอะไร มีความเป็นไปไปได้ว่าจะไปทิศทางไหนมากที่สุด โดยการมองภาพรวม 
.

เพราะฉะนั้นผมจะเริ่มต้นด้วยการมองกราฟที่ timeframe เดือน สังเกตดู price action แนวรับแนวต้าน และพื้นที่ที่มี liquidity 
.

สมมุติว่าถ้าผมอยากจะ buy หรือ sell ผมจะปักหมุดโซนแนวรับแนวต้านไว้ (ใช้คำว่าแนวรับแนวต้าน ไม่ใช่ demand supply) 
.

จากรูป 1 eurjpy เพิ่งเบรกโซนแนวต้านนี้ไป

จะเห็นได้ว่าในอดีต เคยเกิดพฤติกรรมรูปแบบนี้มาก่อน (รูป Tf month) Eurjpy เบรคแนวต้าน ก่อน pull back กลับมารีเทส ในช่วงปี 2012-2014  การสะสมกำลัง เบรกขึ้นไป ก่อนกับมารีเทสรอบนั้น ใช้เวลาถึง 3 เดือนกว่า แต่ทว่าการเบรกแนวต้านในรอบนี้ ใช้เวลาเพียงเดือนเดียว (เดือนมิถุนายนที่ผ่านมา)
.
โดยมีเหตุผลซัพพอร์ต คือการเพิ่มอัตราดอกเบี้ย ในอัตราส่วนที่พุ่งทะยานมาก เพื่อรับภาวะเงินเฟ้อของเศรษฐกิจปัจจุบัน 
จุดนี้จึงเป็นจุดที่ผมสนใจ และเล็งไว้ ด้วยข้อมูลทาง fundamental ที่ผมอ่านจากข่าวทางเศรษฐกิจ และจาก cot (commitments of traders report)
ในการที่จะเปิด positions ผมต้องการ”เหตุผล” ผมต้องการรู้ให้ชัดเจนว่าอะไรขับเคลื่อนตลาด และแรงอะไรจะผลักดันราคาต่อ และมันต้องจับต้องได้ ในที่นี้คือเรื่องอัตราดอกเบี้ยนั่นเอง
.

TF 1D จะเห็นได้ว่า เดือนเมษายนที่ราคาเบรกแนวต้าน มีการขึ้นอัตราดอกเบี้ยครั้งแรกจังหวะนั้นผมเริ่มมองหาจังหวะที่ราคากลับมารีเทส เพื่อ buy
.

ผมย่อมาที่ไทม์เฟรม 4h ความจริงจะดูที่ไทม์เฟรม 1D ก็ได้ แต่ผมต้องการความละเอียด เพื่อมองว่าจุดไหนที่จะมีแนวโน้มที่เป็นจุดรับราคา ในไทม์เฟรม 4h จะเห็นได้ว่าราคาเทขายกันลงมา  (ตามรูป Tf4h)
.

สำคัญมากที่ผมจะไม่ buy สินค้าหรือสกุลเงินที่โดนทุบลงมา หรือร่วงลงมาอย่างหนัก ผมจะไม่รับมีดเด็ดขาด รอให้มั่นใจ และให้เกิดแนวรับของราคาก่อน สิ่งที่ช่วยผมในสถานการณ์นี้คือความอดทน ไม่รีบร้อนซื้อ การรีบซื้อจนรับมีดเป็นสิ่งหลักๆเลยที่ผมพยายามหลีกเลี่ยง ดังนั้นผมจึงต้องรอ รอ แล้วรอ ซึ่งมันบีบให้ผมมีความอดทน
.

ผมไม่ได้เข้าซื้อในจุดนี้ ไม่มีอะไร confirm ให้ผม buy ถึง macd จะเริ่มโค้งขึ้น ถ้าผมจะซื้อตรงนี้ ก็คงไม่ตรงกับวัตถุประสงค์ และไม่เข้าเงื่อนไขที่ผมตั้งไว้ ผมใช้อินดิเคเตอร์เพื่อมองหา divergence ในเวลาที่ราคากลับมารีเทส ในกรอบของแนวรับแนวต้านที่กำหนด 
.

ผมยังไม่เห็นไดเวอร์เจนท์ใดๆในตอนนี้ แต่ผมรู้ว่าใกล้แล้ว เพราะเมื่อย่อกลับไปดู tf monthly ราคากลับมาแตะแถวโซนปลายไส้ กราฟได้เข้ามาในกรอบแล้ว
.

ผมจึงย่อมาดูใน tf 15m ผมชอบ tf 15 นาที ด้วยสองเหตุผล เพราะหนึ่ง มันไม่ได้ผันผวนถึงขนาด tf 5 นาที และสอง มันให้ข้อมูลเกี่ยวกับราคาได้ดีทีเดียว
.

ใน tf 15m ผมเห็นไดเวอร์เจนซ์ในเชิงบวก (positive divergence) ในรูปจะเห็นได้ว่าราคาขยับลงมาสร้างจุดต่ำกว่าเดิม แต่ rsi สร้างจุดสูงขึ้น รับกับ macd ที่ขยับตัวสูงขึ้น จะเห็นเทรนด์ไลน์ขาขึ้นย่อยๆของ rsi เลย ทุกอย่างสอดรับกัน และเป็นไปตามที่ผมตั้งใจ (รูป tf15m ประกอบ)
.

แต่ความจริงผมไม่ได้เข้าในสองไทม์เฟรมนี้ จุดที่ผมเข้าจริงๆ อยู่ในไทม์เฟรม 1 ชั่วโมง
จะเห็นว่ามีไดเวอร์เจนซ์เชิงบวก และจุดนี้ สร้างแพตเทิร์นที่เป็นภาพซ้ำกับใน tf 15m เลย! ราคาทำจุดต่ำสุดเสมอกัน แต่มีไดเวอร์เจนซ์ขาขึ้น เหมือนกับที่ทำใน tf 15m เป้ะ สองแพตเทิร์นเหมือนกัน ติดต่อกัน 
.

จุดนี้จึงเป็นจุดเข้าออเดอร์ buy ได้โดยมี stoploss ใต้ low อาจเผื่อราคา เผื่อมันสวิงลงไปสร้างจุดต่ำใหม่ ซัก 30-40 pips เพื้อไม่ให้ราคาลงมาเกี่ยวแล้วขึ้นต่อ จุดนี้จึงเป็นจุดที่ผม buy และเพลินเพลินกับกำไรครับ 

—————————-

จุดที่ผมอยากเน้นย้ำ คือในช่วงที่กราฟกลับมารีเทสในโซน ราคาร่วงดิ่งลงมา คนเริ่มตกใจ เริ่มแพนิค เราต้องอดทนมากๆ และห้ามใช้ความเสี่ยงเกินตัว

ตัวอย่างที่จุดที่ราคาร่วงลงมาแรกๆ สมมุติว่าคุณเข้า buy ตั้งแต่เกิดแท่งเทียนเขียวแท่งแรก ราคาก็ร่วงลงมาต่อ ถ้าคุณใช้ความเสี่ยงเกินตัว เกินหน้าตัก ตั้งแต่ตอนนี้ คุณจะติดลบเกือบ 100 pips แทบจะมั่นใจได้เลยว่าคุณจะล้างพอร์ต จุดนี้ผมรอให้มั่นใจว่าเกิดไดเวอร์เจนซ์ ที่เป็นเชิงบวกในทิศทางที่ผมวิเคราะห์ ผมจะเมคชัวร์ว่าผมจะไม่รับมีดกับราคาที่ลงต่อไปอีก หรือต่อให้ผมออกออเดอร์แล้วราคาลงไปต่อ ผมจะเมคชัวร์ว่าผมเทรดด้วยความเสี่ยงต่ำมากๆ และตั้ง sl ไว้แค่ต่ำๆกว่า low นี้
.

—————————-

- ก่อนที่คุณจะเปิดออเดอร์ คุณจะวิเคราะห์จากหลากหลาย timeframe แบบนี้เสมอๆใช่มั้ยครับ

ใช่ครับ ผมทำให้มั่นใจว่าจะเทรดไปกับแนวรับแนวต้านที่เห็น หาก tf month ไม่ชัด ก็อาจจะย่อมาใน tf week ก็ได้ ที่สำคัญหลักๆคือผมใช้ tf เดือนเป็นภาพหลักในการเข้าเทรด
.

การวิเคราะห์แบบนี้ไม่ได้ใช้ได้กับแค่คู่สกุลเงินนี้หรือออร์เดอร์นี้เท่านั้น นี่เป็นสิ่งที่ผมวิเคราะห์กับสกุลเงินอื่นๆเช่นกัน แต่ว่าที่ผมเทรดในคู่เงินเยน นี้ เพราะเหตุการณ์ขึ้นอัตราดอกเบี้ยในหลายหลายสกุลเงิน ที่มีผลต่อเงินเยน นี่เป็นสิ่งที่ผมมองจริงๆ และมาสนใจกับการเบรกเอ้าท์ครั้งนี้ 
.
นี่เป็นรูปแบบเทคนิคอบที่เกิดขึ้นตามที่ผมคาดหวัง ประกอบกับ fundamental ที่ผมศึกษามา “สิ่งที่ทำให้ผมมั่นใจต่อการเทรดนี้ ไม่ใช่เพราะเทคนิคอล แต่เป็นแรงที่ขับเคลื่อนจากอัตราดอกเบี้ย (fundamental) ”

- ผมไม่ค่อยแน่ใจกับสถานการณ์ของเงินเยน แต่ว่าคล้ายๆว่าแทบจะทุกธนาคารกลาง ปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยเพราะสถานการณ์เงินเฟ้อ แต่ธนาคารกลางของญี่ปุ่นขึ้นอัตราดอกเบี้ยไม่เยอะ เทียบกับคนอื่นเขา คล้ายๆคงไว้ราวๆ 2 เปอร์เซ็นต์ ประมาณนั้นรึเปล่าครับ?

ใช่เลยครับ คุณพูดถูกเลย ทางฝั่งยุโรปเพิ่มอัตราดอกเบี้ย อเมริกาเพิ่มอัตราดอกเบี้ย บีบให้เงินเยนสูงขึ้น ผมดูจาก COT… (มีต่ออีกยาวมาก + มีเรื่อง cot ต่อ แต่ผมเหนื่อยแล้วครับ)

——————————

อย่างไรก็ดี ถ้าคาดหวังว่า รู้แล้วจะเอาไปเทรดตาม พิจารณาก่อนว่า

หนังสือ ความลับระบบเทรด ของ Van K. Tharp (ปกแดงๆ)
คร่าวๆคือ ระบบเทรดที่สมบูรณ์ ต้องรู้ปัจจัย 6 อย่าง 
1.อัตราชนะ (Winning Percentage)
2.อัตรากำไรต่อขาดทุน (Risk per Reward) 
3.ต้นทุนของการเทรด (Cost)
4.ความถี่ของโอกาสในเทรด (trading opportunity)
5.เงินทุน (Trading capital)
6.ขนาดการเทรด (position sizing)

ทบทวนดู จะเห็นได้ว่าแทบไม่รู้ปัจจัยไหนของระบบเขาเลย ถ้าจะก้อปไปใช้ ปลายทางมีแต่เจ๊ง รับไปใช้เรื่องความอดทน หรือจะเอาไปปรับปรุงระบบตัวเองก็ดี กรองเอาเองครับ

——————————

วันพฤหัสบดีที่ 14 กรกฎาคม พ.ศ. 2565

บวย QML

การดูโครงสร้างเราต้องศึกษาโครงสร้างที่ TF ใหญ่การว่ามี QML เกิดขึ้นหรือไม่ไม่ใช่ไปลุ้นเกิด QML ที่ TF เล็กแล้วเข้าน่ะไอ้บ้า 555555

วันอังคารที่ 12 กรกฎาคม พ.ศ. 2565

audusd trade plan 13/7/22

55 แผนแตกอะซิครับน้อง 55555 เราไม่ได้พิจารณาว่า แท่ง D1 ของเมื่อวานมันหมดเเรงขายแล้วน่ะที่จุดนี้ และจุดทีี่เราเซลไป TP น่ะ TP 1 เท่านั้น ประมาณ 200 จุด
a 5555 ดีน่ะที่ตัดสินใจปิดก่อน ที่นี้เรามาดูเทรนด์จริงๆ H1 กันจะเห็นว่าจุดเซลที่แนวเทรนด์ไลน์ยังห่างจากจุดที่เราเข้าเมื่อเช้าเยอะมาก ซึ่งปัญหาเกิดจากการที่เรามองจาก tablet และเกิดอคติการอยากเข้าออร์เดอร์มากเกินไปเมื่อเช้า
ที่นี้มาดูว่า H1 เกิดอะไรอยู่ราคากำลังทำ bearish wagde เข้าหาเทรนด์ไลน์โว้ย 55555555555
สุดท้ายกูไปตกม้าตายที่เทรดทองงงงงงง ส่วนเเผน AUDUSD ระเวิก

ลดความเสี่ยงดีกว่าเบิกเเมร่งเลย 70$

วันจันทร์ที่ 11 กรกฎาคม พ.ศ. 2565

การเข้าที่ M1 เราเช็ครูปแบบราคาที่ดีได้ก่อนเข้าน่ะ

จากภาพเมื่อราคาลงไม่ได้จะเกิดลักษณะบีบอัดและเบรคออกจากกรอบเราสามเหลียมเราเข้าแท่งทีสองได้เลย

การเข้าที่ M1 เราเช็ครูปแบบราคาที่ดีได้ก่อนเข้าน่ะ

จากภาพเมื่อราคาลงไม่ได้จะเกิดลักษณะบีบอัดและเบรคออกจากกรอบเราสามเหลียมเราเข้าแท่งทีสองได้เลย

ตื่นทองเกือบแหกดีตีนผีมาช่วยไว้

​ส้นตรีนเกือบแหกกูเข้าโง่ๆ น่ะพฤกษ์จำไว้ว่านี่เป็นทุกขลาภค่ะพฤกษ์


เมื่อทำไมได้ 22$

วางเกมส์ว่าจะ Sell GJ มันดันวิ่งไม่ถึงซ่ะงั้นมันลงก่อนเรายังไม่รู้อีกนึกว่ามันจะขึ้นก่อนเลย Buy ดีที่กลับมาได้มันเริ่มเทตอน บ่ายน่ะกราฟ GJ ส่วนทองยังซื้อไม่ได้น่ะตามภาพ

วันอาทิตย์ที่ 10 กรกฎาคม พ.ศ. 2565

การเลือกกรอบเวลาในการเทรด

order block & BOS Demand supply

📉 สุดยอดเทคนิค เทรดจุดกลับตัวด้วย Order Block และ BOS (Demand & Supply ต้นฉบับ) 📉 

🙏สวัสดีครับบทความนี้กัปตันจะมากล่าวถึง เทคนิคการเทรดจุดกลับตัวที่มีความเชื่อมโยงและพัฒนามาจากเทคนิค Demand & Supply ให้ใช้ง่ายกว่าและ Pattern หรือเงื่อนไขที่ง่ายกว่า เพื่อเสริมเขี้ยวเล็บให้กับระบบเทรดของเพื่อนๆสมาชิกทุกท่านกันครับ

🔵Order Block & BOS (OB+BOS) Trading 🔵 

    คือชื่อเทคนิคการเทรดทางการวิเคราะห์และเทรดด้วยวิธี Technical Analysis หรือการวิเคราะห์และเทรดด้วยกราฟเทคนิคอลนั่นเองครับ

📌Order Block & BOS 📌

     Order Block อ่านว่า ออ- เดอร์ - บล็อค 
ถูกคิดค้นและพัฒนาด้วยเทรดเดอร์ฝั่ง Institutional Traders หรือเทรดเดอร์ฝั่งสถาบัน และยังแตกแขนงไปถึงฝั่ง SMC = Smart Money Concept ตรงนี้คงไม่ใช่ประเด็นสำคัญของที่มาซักเท่าไหร่ วันนี้เราจะมาเรียนรู้และโครงสร้างการใช้งานของมันมากกว่า

✍️ Order Block มีวิธีการทำงานหรือการนำมาเทรดเหมือนกับเทคนิค Demand & Supply Trading ก่อนที่เราจะไปรู้จักเทคนิค Order Block กันเราต้องทำความเข้าใจที่มาและโครงสร้างของตลาด Forex กันก่อน

ในตลาด Forex มีการส่งคำสั่งซื้อขาย Trading transaction มีทั้งฝั่งผู้ซื้อ Buyer หรือ Long และฝั่งผู้ขาย Seller หรือ Short เกิดการจับคู่กันของราคา ถ้าปริมาณการซื้อขายฝั่งใดเป็นผู้ชนะราคาก็จะขึ้นหรือลงตามฝั่งนั้นเช่น ✅

หาก Buyer ชนะ ราคาก็พุ่งสูงขึ้น 📈
หาก Seller ชนะ ราคาก็ร่วงลดลง📉

นี่คือกลไกการทำงานเบื้องต้นของการจับคู่ออเดอร์ในตลาด Forex ในฝั่งทฤษฏีของ Demand & Supply จะแยกสภาวะของการเคลื่อนราคาในตลาด Forex ออกเป็น 2 สภาวะ

1. Balanced State  คือสภาวะที่ราคามีความสมดุลย์ (Equilibrium) กันระหว่าง Buyer ผู้ซื้อและ Seller ผู้ขาย ส่งผลให้ราคาไม่ไปไหน เพราะมีปริมาณซื้อขายเท่าๆ กัน ออกแนวไซด์เวย์และวิ่งอยู่ในกรอบแคบๆ หรือ เราเรียกว่า Base ของราคานั่นเอง

2. Imbalance State คือสภาวะที่ราคาไม่สมดุลย์กัน (Imbalance) ระหว่าง Buyer ผู้ซื้อและ Seller ผู้ขาย และหากฝั่งใดมีปริมาณซื้อขายที่เยอะกว่า ฝั่งนั้นคือผู้ชนะและส่งผลให้ราคาเคลื่อนที่อย่างรุนแรง หาก Buyer หรือผู้ซื้อชนะ ราคาจะพุ่งออกไป ( Rally ) หาก Seller หรือผู้ขายชนะราคาจะร่วงลงมา ( Drop )

ในขณะที่ฝั่งใดฝั่งนึงชนะนั่นเกิดขึ้นมาจากกับจับคู่ออเดอร์ที่มีปริมาณมหาศาลจนทำให้ราคาพุ่งขึ้นหรือร่วงลง แต่ด้วยความที่หลักการจับคู่การซื้อขายในตลาด Forex ในสภาวะที่ราคาไม่สมดุลย์นั้นเกิดมาจากคำสั่งซื้อขาย ณ ช่วงราคาปัจจุบัน ( Market Orders ) เกิดการจับคู่ที่จับคู่ได้ไม่หมดเพราะฝั่งใด ฝั่งนึงมีมากเกินไป และยังคงทิ้งคำสั่งที่รอการจับคู่อีกมากมาย ณ บริเวณ Balanced หรือ Base ของราคา 

กล่าวคือ 👇

หาก Buyer ชนะราคาพุ่งขึ้นไป เหตุนี้เกิดมาจากการที่คำสั่งซื้อมีมากกว่าคำสั่งขาย และยังมีคำสั่งซื้อที่ยังจับคู่ไม่หมด ตกค้างอยู่ ณ สภาวะ Balance หรือ Base ของราคา ถ้าราคาลงมาอีกครั้งก็จะเป็นการกลับมาจับคู่คำสั่งซื้อ ที่ตกค้างอยู่ ทำให้บริเวณ Base ของราคาเป็นจุดที่เรารอ Buy อีกครั้งได้

นี่เป็นหลักการของเทคนิค Demand & Supply ขั้นพื้นฐาน กัปตันขออนุญาตไม่ลงลึกเกินไป มันจะทำให้เราสับสนได้ มาต่อกันด้วยโครงสร้างของ Order Block

Order Block มีโครงสร้างที่คล้ายคลึงกันกับ Demand & Supply ที่นำการจับคู่ของราคาเข้ามาเกี่ยวข้อง แต่ OB นั้นทำให้เราสังเกตุและนำไปใช้ได้ง่ายกว่า ✅

OB ไม่จำเป็นต้องมีสภาวะ Balance หรือการสมดุลย์

OB สนแค่ว่า หากกรณีสมมติ ราคาเป็นเทรนด์ขาลงมาเรื่อยๆ คือ Seller หรือผู้ขายชนะผู้ซื้อลงมาตลอดและสร้างสวิงของราคาตามทฤษฏีของ Dow theory ในขาลงคือ Lower Low (LL) และ Lower High (LH) 

📌 แต่อยู่ๆ ราคาในฝั่งผู้ซื้อกลับมีปริมาณซื้อขายจำนวนมากเข้ามาแทรกแซงเทรนด์ขาลงนี้ และส่งผลให้ราคาพุ่งกลับขึ้นไป และสามารถกลับขึ้นไปทำลาย Lower High ของราคา จนสามารถสร้าง Higher High (HH) ได้ (เกิดการ BOS - Break of Structure) 

ตรงนี้เราจะนับเป็น Bullish Order Block และเราจะรอให้ราคากลับมาหา OB Zone โดยเราตีกรอบราคาจากแท่งเล็กๆ สุดท้ายของราคาก่อนที่จะพุ่งขึ้นไป หากราคากลับมาอีกครั้งตำแหน่งนี้คือตำแหน่งที่สามารถ Buy ได้

เรามาวิเคราะห์ไปถึงที่มาของเทคนิค Order Block
ตามที่กัปตันได้แจ้งไปตอนต้น ที่มามันเหมือนกับเทคนิค  Demand & Supply คือเกิดการจับคู่ของราคา และหากฝั่งใดชนะราคาก็เคลื่อนที่อย่างรุนแรงไปในฝั่งนั้น ประเด็นสำคัญคือราคามันเกิดการจับคู่ได้ไม่หมด เพราะมีปริมาณการซื้อขายที่เยอะเกินไป เมื่อราคากลับมาอีกครั้งเราจึงสามารถเข้าเทรดได้

ส่วนที่มาของชื่อ Order Block ก็แปลตรงตัวได้เลย 👇

Order แปลว่า คำสั่งซื้อขาย ✅
Block แปลว่า การบล็อคไม่ให้ผ่านไป ✅

Order Block จึงเท่ากับ "กำแพงของราคาที่บล็อคไว้" 

แปลไทยเป็นไทยอีกรอบ 🤣

"การบล็อคไว้ของราคา ต้องยกตัวอย่างเทรนด์มาเกี่ยวข้อง สมมติราคาเป็นเทรนด์ขาลงมาตลอด แต่อยู่ดีๆ ราคาไม่ลงต่อ(เพราะโดน Buyer บล็อคไว้) และยังกลับไปสร้าง Higher High แทนที่จะสร้าง Lower High จึงเป็นที่มาของชื่อเทคนิค Order Block นั่นเอง" ✅

🌟การนำเทคนิค Order Block ไปใช้🌟

1. Bullish Order Block หรือ OB ในฝั่ง Buy 📈

- ราคาที่เป็นเทรนด์หลัก ( Major Trend ) ต้องเป็นเทรนด์ขาขึ้นมาโดยตลอด และมีเทรนด์ย่อย ( Minor Trend ) ที่เป็นเทรนด์ขาลง (ขาลงย่อยนี้คือการพักตัวของขาขึ้นหลัก ) 

- ตามวัฏจักรของราคาตามทฤษฏีดาว ( Dow Theory ) ในขาลง(กรณีพูดถึงขาลงย่อย) ราคาจะสร้าง Lower High (LH) และ Lower Low (LL) มาตลอดเส้นทาง 

- Bullish Order Block จะเกิดขึ้นก็ต่อเมื่อราคาลงอยู่ดีๆ แล้วก็ได้มีแท่งเทียนของพวก Buyer หรือผู้ซื้อเข้ามาคุมเกมส์ จนราคาที่เป็นขาลงย่อยได้โดนเบรคทำลาย Lower High กลับไปสร้าง High High แทน 

ตรงนี้เราเรียกว่า BOS หรือ "Break of Structure" เป็นสภาวะของราคาที่มายืนยันว่าการเกิด Order Block ครั้งนี้มีแรงมากพอที่จะทำลายโครงสร้างของขาลงย่อย (ถ้าเกิด OB แต่สวิงของราคาไม่สามารถทำลาย LH ได้ เราจะไม่นับว่าเป็น )

- เมื่อราคาเกิด BOS เราจึงมั่นใจได้ว่าราคาสร้าง Bullish Order Block สมบูรณ์แล้ว ให้เราตีกรอบราคา โดยยึดจากแท่งเทียนสุดท้ายก่อนที่ราคาจะพุ่งขึ้น โดยส่วนใหญ่แล้วเป็นแท่งเทียนสีแดง หรือสีตรงข้ามกับแท่งเทียนที่พุ่งขึ้นไปอย่างรุนแรง เราจะตีกรอบโดยอิงจากความกว้างของแท่งเทียน โดยเราจะตีกรอบไปถึงไส้ล่างของแท่งเทียน แต่ขอบบนเราจะยึดแค่บริเวณปิดแท่งของราคา 

- เมื่อตีกรอบไว้เสร็จสิ้นแล้วบริวเวณกรอบราคาดังกล่าว เราจะถือว่าเป็น OB Zone มีลักษณะคล้ายๆ การตี Base ราคาของเทคนิค Demand & Supply 

และเราจะรอให้มันกลับมาหาโซนดังกล่าว แล้วจึงเข้า Buy ต่อไป โดยเราจะรอให้เกิดแท่ง Rejection ก่อน หรือเข้าเทรดโดยใช้คำสั่ง Limit เลยก็ได้ และสามารถวาง SL ใต้กรอบของราคาและเผื่อออกไปเล็กน้อย

- การออกทำกำไร เราจะยึดตามโครงสร้างของราคาคือแนวต้านถัดไป ไม่ว่าจะเป็นแนวต้านปกติ หรือ Supply / Fibo / Swing High ของราคา ✅

2. Bearish Order Block หรือ OB ในฝั่ง Sell📉

- ราคาที่เป็นเทรนด์หลัก ( Major Trend ) ต้องเป็นเทรนด์ขาลงมาโดยตลอด และมีเทรนด์ย่อย ( Minor Trend ) ที่เป็นเทรนด์ขาขึ้น (ขาขึ้นย่อยนี้ คือการพักตัวของขาลงหลัก ) 

- ตามวัฏจักรของราคาตามทฤษฏีดาว ( Dow Theory ) ในขาขึ้น(กรณีพูดถึงขาขึ้นย่อย) ราคาจะสร้าง Higher High (HH) และ Higher Low (HL) มาตลอดเส้นทาง 

- Bearish Order Block จะเกิดขึ้นก็ต่อเมื่อ ราคาขึ้นอยู่ดีๆ แล้วก็ได้มีแท่งเทียนของพวก Seller หรือผู้ขายเข้ามาคุมเกมส์ จนราคาที่เป็นขาขึ้นย่อยได้โดนเบรคทำลาย Higher Low กลับลงไปสร้าง Lower Low แทน 

ตรงนี้เราเรียกว่า BOS หรือ "Break of Structure" เป็นสภาวะของราคาที่มายืนยันว่าการเกิด Order Block ครั้งนี้มีแรงมากพอที่จะทำลายโครงสร้างของขาขึ้นย่อย (ถ้าเกิด OB แต่สวิงของราคาไม่สามารถทำลาย HL ได้ เราจะไม่นับว่าเป็น )

- เมื่อราคาเกิด BOS เราจึงมั่นใจได้ว่าราคาสร้าง Bearish Order Block สมบูรณ์แล้ว ให้เราตีกรอบราคา โดยยึดจากแท่งเทียนสุดท้ายก่อนที่ราคาจะร่วงลง โดยส่วนใหญ่แล้วเป็นแท่งเทียนสีฟ้า หรือสีตรงข้ามกับแท่งเทียนที่ร่วงลงมาอย่างรุนแรง เราจะตีกรอบโดยอิงจากความกว้างของแท่งเทียน โดยเราจะตีกรอบไปถึงไส้บนของแท่งเทียน แต่ขอบล่างเราจะยึดแค่บริเวณปิดแท่งของราคา 

- เมื่อตีกรอบไว้เสร็จสิ้นแล้วบริวเวณกรอบราคาดังกล่าว เราจะถือว่าเป็น OB Zone มีลักษณะคล้ายๆ การตี Base ราคาของเทคนิค Demand & Supply 

เราจะรอให้มันกลับมาหาโซนดังกล่าว แล้วจึงเข้า Sell ต่อไป โดยเราจะรอให้เกิดแท่ง Rejection ก่อน หรือเข้าเทรดโดยใช้คำสั่ง Limit เลยก็ได้ และสามารถวาง SL บนกรอบของราคาและเผื่อออกไปเล็กน้อย

- การออกทำกำไร เราจะยึดตามโครงสร้างของราคาคือแนวรับถัดไป ไม่ว่าจะเป็นแนวรับปกติ หรือ Demand / Fibo / Swing Low ของราคา ✅

📌คำถามที่พบบ่อย📌

1. ใช้กับ Timeframes ไหนได้บ้าง
ตอบ = ได้ทุก Timeframes 

2. ความกว้างของ OB Zone ต้องมีกี่จุด
ตอบ = แล้วแต่ว่าเราใช้ Timeframes ไหน แต่ส่วนใหญ่แล้วจะไม่ค่อยกว้างเท่าไหร่ ให้ดูตัวอย่างประกอบ

3. ช่วง BOS ราคาต้องโดนเบรคโดยแท่งเทียนแท่งเดียว หรือโดนเบรคโดย Swing ของราคาก็ได้
ตอบ = ใช้ได้ทั้งสองแบบ สำคัญคือต้องเบรคให้ได้

4. การเบรค BOS เรานับไส้เทียนด้วยไหม หรือต้องให้แท่งเทียนปิดก่อนถึงยืนยันว่าเบรค BOS
ตอบ = เบรคแค่ไส้เทียนก็นับครับสำหรับเทคนิคนี้
(ฉบับกัปตัน) 

5. หลักการทำงานมันเกี่ยวข้องกับ Fill / Unfill order ที่รอการจับคู่ใช่หรือเปล่า 
ตอบ = ใช่เลยครับเทคนิคเดียวกัน แค่กัปตันย่อให้เข้าใจง่าย

เสริม : มองดีๆ มันคล้ายกับ QM เพราะมันต้องมีการเบรคของราคา ให้เสียทรง Dow theory มาประกอบด้วยครับ
 
❌เพิ่มเติม : กรณีเราอ่านบทความแล้วไม่เข้าใจให้ดูภาพประกอบและหากเราดูภาพแล้วยังไม่เข้าใจ ให้รอกัปตันทำคลิปมาให้ เพราะเทคนิคนี้ไม่สามารถอธิบายให้ละเอียดครบถ้วนในบทความเดียว เดี๋ยวกัปตันจะมาขยายความเพิ่มเติมให้นะครับ 

❌ หลังจากอ่านบทความนี้ของกัปตัน เราก็อย่าพึ่งนำไปใช้เทรดเลยนะครับ ให้ลองกลับไป Backtest ก่อน และจงเทรดมันด้วยความเข้าใจ และทดสอบจนเป็นที่พอใจแล้วก่อน ถึงจะนำไปใช้ได้โดยวิธี Backtest ให้ดูจากคลิปนี้ครับ 👇

 https://youtu.be/UJuMLVykCc8

🙏ขอบคุณที่อ่านจนจบนะครับ ขอให้ท่านเก่งขึ้น ผลการเทรดดีขึ้น เพราะท่านมีความพยาม ท่านควรค่าที่จะได้รับมัน...

📌📌และกัปตันก็ยังขอย้ำเหมือนเดิมไม่มีเทคนิคไหนที่มันแม่นยำถูกต้อง 100% เพราะหัวใจหลักสำคัญของตลาดนี้คือการบริหารความเสี่ยง เราจะแพ้ยังไงให้เราได้กำไรระยะยาว เราจะแพ้ยังไงไม่ให้พอร์ตพัง มันก็คือการ MM หรือ Risk management นั่นเอง สิ่งเดียวที่เราควบคุมได้ครับผม

______________________________________________

หากเราคิดว่าบทความนี้มีประโยชน์ โปรดช่วยแชร์เพื่อสนับสนุนกัปตัน สิ่งที่กัปตันนำมาสอนพวกเรา ล้วนแต่จัดอยู่ในหัวข้อ Advanced Trading ถ้ามีพวกเราสนับสนุนกัปตัน
ก็จะมีบทความแบบนี้ส่งต่อให้เราฟรีๆ แบบไม่มีที่สิ้นสุดนั่นเอง ขอบคุณมากๆๆๆๆ ครับทุกคน 🙏🙏🙏
______________________________________________

ปล. เม้นคำว่า ขอบคุณ  = กำลังใจให้กัปตัน
______________________________________________

.
.
.
.
.
.
.
.
.
.
.
.
.

เพจกัปตันได้รับสนับสนุนจากโบรคเกอร์ที่มีกฏหมายกำกับดูแลและปลอดภัยเชื่อถือได้โบรคเกอร์ TMGM

#TMGM ผู้สนับสนุนหลักอย่างเป็นทางการของ AFF SUZUKI CUP 2020 
https://www.bangkokbiznews.com/corporate-moves/news/970792

โบรคเกอร์สัญชาติออสเตรเลีย มีใบอนุญาตแน่น ๆ ASIC, FMA และ VFSC 
เสปรดทองคำต่ำที่สุดในตลาด มีโอกาสทำกำไรได้ง่ายกว่า ฝากถอนสะดวก มีทีมงานคนไทยคอยดูแล ทำให้การเทรดของเราทั้งราบรื่นขึ้น

ทุกๆ การเทรด สามารถสะสมแต้มเพื่อใช้แลกของรางวัล หรือจะแลกเป็นเงินสด ถอนได้ หรือโอนไปเทรดก็ได้ !

สมัครเลย ! 🔻
Website : https://bit.ly/3kIRIhc
ติดต่อผ่านไลน์ได้เลย https://line.me/ti/p/~@065uinnm  
ID: @065uinnm

Volume proflie + supply zone

📉 เทคนิคการใช้ Volume Profile เพื่อคัดกรองโซน 📉

🙏สวัสดีครับ บทความนี้กัปตันจะมากล่าวถึง Indicator สำคัญใน Trading Views ที่กัปตันใช้บ่อย และคาดว่าน่าจะมีประโยชน์ต่อท่านอื่นๆ ด้วยครับ

🔵Volume Profile indicator 🔵 

    คืออินดิเคเตอร์ที่มีให้ใช้งานในแพลตฟอร์ม Trading View 
ที่ทำหน้าที่บ่งชี้ปริมาณการซื้อขายในอดีต ว่าบริเวณใดมีปริมาณการซื้อขายอย่างไร หรือบริเวณใดมีปริมาณการซื้อขายสูงสุด ตามช่วงเวลาที่เรากำหนดไว้

📈 ประเภทของ Volume Profile ใน Trading Views
อันที่จริงแล้วมีหลายประเภท และการใช้งานที่แตกต่างกันไป
แต่วันนี้กัปตันจะมากล่าวถึงประเภทที่เราไม่ต้องเสียเงิน หรือต้องเป็นสมาชิก ก็สามารถใช้งานได้ ( เมื่อก่อนต้องเสียเงินเท่านั้น ) คือประเภท Fixed Range หรือแปลเป็นไทยว่า เป็นประเภทที่เราสามารถกำหนดระยะหรือช่วงของกราฟราคาได้เอง เพื่อดูปริมาณการซื้อขายหรือ Volume ตามที่เรากำหนด ในส่วนของ Visible Range / Session HD กัปตันจะมากล่าวในบทความต่อไป

📌ประโยชน์ของ Volume Profile 📌

เนื่องจากการซื้อขายหรือการเทรดนั้น ได้เกี่ยวข้องกับผู้เล่นทั้งสองฝั่ง ทั้งฝั่ง Buyer และ Seller ผู้ซื้อและผู้ขาย ในตลาด Forex นั้นจะมีเรื่องของการจับคู่ของออเดอร์ (Fill & Unfilled order ) ในการจับคู่ ถ้าฝั่งใดชนะฝั่งนั้นจะเป็นฝ่ายควบคุมการเคลื่อนที่ของตลาด เช่นหาก Buyer ชนะ ราคาก็จะพุ่งสูงขึ้น หรือหาก Seller ชนะราคาก็จะปรับตัวลดลง 

Volume Profile เข้ามาบ่งชี้ในส่วนนี้ ส่วนที่หากมีการจับคู่ด้วยปริมาณการซื้อที่มหาศาล ทำให้ไม่สามารถจับคู่ได้หมดในครั้งเดียว หากราคากลับมายังบริเวณเดิมอีก ก็จะเป็นการกลับมา Take Liquidity หรือเป็นการกลับมาเติมเต็มคำสั่งซื้อขายที่ยังรอการเติมเต็มนั่นเอง 

🌟 ระดับความสำคัญของ Volume Profile

Point of Control (POC) –  ระดับราคาสำหรับช่วงเวลาที่มีปริมาณการซื้อขายสูงสุด จะแสดงผลเป็นเส้นสีแดง 

Profile High – ระดับราคาที่สูงมาก ในช่วงเวลาที่กำหนด
หรืออีกชื่อคือ HVN / High Volume Node 

Profile Low –  ระดับราคาต่ำสุด ในช่วงเวลาที่กำหนด
หรืออีกชื่อคือ LVN / Low Volume Node 

📌 การนำ Volume Profile ไปใช้ 📌

โดยทั่วไปแล้ว จะมีการนำไปใช้ในหลายลักษณะ แต่ที่กัปตันเขียนในความนี้ คือการนำไปใช้หาแนวรับแนวต้าน ที่เป็นจุดที่มีปริมาณการซื้อขายเยอะในอดีต โดยใช้การทับซ้อน หรือ Confluence เข้ามาช่วยเช่น

- ราคาในอดีตได้สร้างแนวรับ หรือแนวต้านไว้ ( แนวรับแนวต้านประเภทใดก็ได้) และบริเวณดังกล่าวก็ยังตรงกับจุดที่ราคามีปริมาณการซื้อขายสูงสุด หรือ POC ด้วย หากราคากลับมาทดสอบบริเวณดังกล่าว จะมีนัยยะสำคัญให้เราพิจารณาเข้าเทรด

- ราคาในอดีตได้สร้างโซนของ Demand Supply ไว้
และบริเวณ Base ของโซนซึ่งเป็นจุดที่เราเข้าออเดอร์ของเทรดเดอร์ Demand supply มีปริมาณการซื้อขายที่สูงสุด หากวัดด้วย Volume Profile จุดนี้จะมีนัยยะสำคัญ และยังเป็นการเพิ่ม Factors ( ปัจจัย ) ให้กับ Trade Set-up ของเราด้วย

📌 วิธีการลากหรือการกำหนด Fixed Range 📌
เวลาเรากดใช้ Volume Profile ประเภท Fixed Range ตัวอินดิเคเตอร์จะให้เราผู้เป็น User กำหนดระยะที่ต้องการจะตรวจสอบเองว่า อยากดูบริเวณช่วงราคาตรงไหนก็สามารถกำหนดเอาได้เลย โดยทริคและเทคนิคการลาก Fixed ของกัปตันแบ่งเป็น 2 ประเภทดังนี้

1.ลากเพื่อหา Demand Supply ที่มีนัยยะสำคัญ

- ให้เราระบุเทรนด์ให้ได้ก่อนว่าเป็นเทรนด์อะไร กรณีสมมติหากเป็นเทรนด์ขาขึ้น เราก็จะหา Demand เพียงอย่างเดียว
- ระบุ Swing High และ Swing Low ของเทรนด์ให้ได้ เช่นกรณีขาขึ้น ราคาก็จะสร้าง Higher high และ Higher Low ขึ้นมาตลอด ให้เราหา HH และ HL ล่าสุดของราคา ที่มี Demand Zone ประกอบอยู่ด้วย ( กรณีขาขึ้น ) 
- นำ Fixed Range ออกมาแล้วลากจาก Swing Low ไปหา Swing High ที่เราตรวจเจอล่าสุด 

✅ผลลัพธ์แรกหากบริเวณ Base ของ Demand Supply มีเส้น POC ระบุอยู่ด้วย นั่นแปลว่าโซนนั้นๆ มีนัยยะสำคัญตรงที่ว่า มีปริมาณซื้อขายสูงสุด และยังรอการกลับมาจับคู่ของ Base เทคนิค Demand Supply ด้วย เราจะรอเข้าออเดอร์บริเวณดังกล่าว 

✅ผลลัพธ์ที่สอง หากลากแล้ว จุดปริมาณซื้อขายสูงสุดหรือ POC ไม่ตรงกับ Base ใดๆ ก็ถือว่าบริเวณ POC ดังกล่าวเป็นแค่แนวรับแนวต้านทางเทคนิคทั่วไป ไม่ได้มีนัยยะสำคัญอะไร แต่เราก็สามารถใช้จุดดังกล่าวเป็นจุดพิจารณาได้ว่า อาจจะเป็นจุดที่ราคากลับตัว 

2. ลากเพื่อหาแนวรับแนวต้านในอดีต ที่มีนัยยะสำคัญ

- ไปเรียนรู้เรื่องแนวรับแนวต้านมาก่อน เพราะมีหลายประเภท สามารถเรียนรู้ได้ที่ลิงค์ท้ายบทความ

- ลากโดยกำหนดเทรนด์เหมือนเดิม ถ้าเทรนด์ขาขึ้นก็รอ Buy ที่แนวรับ โดยลากจาก Swing low ไปหา Swing High 
( เน้นที่สวิงหลัก มองภาพรวมกว้างๆ ใหญ่ๆ )

- มองหาจุดที่ราคามีปริมาณการซื้อขายสูงสุดหรือเส้น POC 
หากตรงกับบริเวณแนวรับก็จะทำให้มีปัจจัยเสริมที่มีนัยยะสำคัญเพิ่มขึ้นด้วย หากราคากลับมาบริเวณดังกล่าว เราสามารถพิจารณาเข้าออเดอร์ได้ ✅

📌📌แต่กัปตันก็ขอย้ำเหมือนเดิมนะครับ ไม่มีเทคนิคไหนที่มันแม่นยำถูกต้อง 100% เพราะหัวใจหลักสำคัญของตลาดนี้คือการบริหารความเสี่ยง เราจะแพ้ยังไงให้เราได้กำไรระยะยาว เราจะแพ้ยังไงไม่ให้พอร์ตพัง มันก็คือการ MM หรือ Risk management นั่นเอง สิ่งเดียวที่เราควบคุมได้ครับผม

✅ อ่านเรื่อง Volume Profile เพิ่มเติมได้ที่  👇

https://m.facebook.com/story.php?story_fbid=310773604125645&id=115079660361708

✅ อ่านเรื่องแนวรับแนวต้านเพิ่มเติมได้ที่  👇
https://m.facebook.com/story.php?story_fbid=309770894225916&id=115079660361708
______________________________________________

หากเราคิดว่าบทความนี้มีประโยชน์
ช่วยแชร์เพื่อสนับสนุนกัปตัน สิ่งที่กัปตันนำมาสอนพวกเรา ล้วนแต่จัดอยู่ในหัวข้อ Advanced Trading ถ้ามีพวกเราสนับสนุนกัปตัน ก็จะมีบทความแบบนี้ให้เราอ่านเรื่อยๆ
 ขอบคุณมากๆๆๆๆ ครับทุกคน 🙏🙏🙏
______________________________________________

ปล. แค่เม้นคำว่า "ขอบคุณ"  = กำลังใจให้กัปตัน

.
.
.
.
.
.
.
.
.
.
.
.
.
.
.
.
.
.
.
.
.
.
.
เพจกัปตัน ได้รับสนับสนุนจากโบรคเกอร์ที่มีกฏหมายกำกับดูแลและปลอดภัย #EightCap โบรคเกอร์ใบอนุญาต ASIC จาก Australia Spread ต่ำมากๆ และทุกคำสั่งซื้อจะส่งเข้าตลาดเท่านั้น 
.
1 ในโบรคเกอร์ จากออสเตรเลีย เปิดมาแล้ว 12 ปี 
มีความน่าเชื่อถือ และปลอดภัยสูงสุด แยกทุนลูกค้าไว้ที่ธนาคารของประเทศออสเตรเลีย (ธนาคารระดับ Tier-1) 
.
Website : https://th.eightcap.com/  
ติดต่อซัพพอร์ตผ่านไลน์ได้เลย : https://lin.ee/6SU5d3L 
โทร : 02026683 จันทร์ ถึง ศุกร์ เวลา 09.00-18.00 น.
.
เทรดโบรคเกอร์ดีๆ เพื่อเป็นการสนับสนุนให้กัปตันมีกำลังใจทำคอนเทนต์ต่อไป 🙏

DEMAND SUPPLY + Smarth entry+QmL+ candle sitck

SUPPLY DEMAND ของกับตัน ไปตามดูในเพจก็ได้

False break out trading ของกัปตัน

เคยมั้ยครับ วาง SL ไว้แล้วราคามาชน ชนปุ๊ปไปต่อทางเดิมปั๊บ  มันน่าเจ็บใจนัก ! ถ้าเคยมาอ่านบทความนี้กันครับ 

📉 ความลับการเทรดเบรคหลอก ที่ทำให้เราหัวร้อน โดนกิน SL แล้วไปต่อตลอด เพราะเรายังไม่รู้เทคนิคนี้ ! 📉

Sponsored by #TMGM  
https://bit.ly/3kIRIhc (คนละ 1 คลิกเพื่อสนับสนุนกัปตัน)

🙏สวัสดีครับ บทความนี้กัปตันจะมากล่าวถึงปัญหาของใครหลายๆ รวมทั้งกัปตันด้วย ที่ราคาชอบมาแตะ SL แล้วกลับตัว มันน่าเจ็บใจนัก ! 

🔵False Breakout Trading🔵 

    คือเทคนิคที่จัดอยู่ในโครงสร้างของการ manipulation หรือทฤษฏีที่รายใหญ่พยามควบคุมราคา หาจุดที่รายย่อยอย่างพวกเราที่วาง SL แล้วรวบกินมันซะ เพื่อต่อราคาให้ถูกลง (Buy) หรือดันแพงขึ้น (Sell) เพื่อพวกเขาจะได้ซื้อถูกขายแพง ตามพฤติกรรมของพวกเขา "รายใหญ่" ของตลาด

📌นิยามของ False Breakout 📌

หนึ่งในเทคนิคที่เป็นที่นิยมที่สุดในทุกตลาดไม่ว่าจะเป็น Forex , Stock , Crypto ฯลฯ ก็คือเทคนิคการเทรดเบรคเอาท์ /  Breakout  Trading 

การเทรดเบรคเอาท์คือ พฤติกรรมของเทรดเดอร์ที่พยามเข้าซื้อ หรือขาย ในช่วงสภาวะโครงสร้างของราคา ที่กำลังพยามที่จะเบรคแนวต้าน หรือแนวรับ จุดสำคัญคือ ราคาต้องมีสิ่งที่เรียกว่า แนวรับหรือแนวต้านเพื่อเป็นจุดยืนยันให้เทรดเดอร์เข้าสถานะตามไป 

การเทรดเบรคเอาท์สามารถนำไปใช้ประกอบได้หลายเทคนิค ถึงแม้หัวข้อหลักจะมาจาก แนวรับแนวต้านก็จริง แต่มันแบ่งออกเป็นหลายประเภทอาทิเช่น

- Trendline
- Horizontal line
- Price Structure (S/R zone)
- Chart Pattern
- ฯลฯ

กรณีนี้สิ่งที่เทรดเดอร์ประเภท Breakout Trader หรือคนที่เทรดเบรคเอาท์ จะพยามเข้าตามราคาที่มันฝ่าแนวออกไป

เช่น

เมื่อราคาสร้างแนวต้านขึ้นมา 1 ชนิดและต่อมา ราคาได้เบรคแนวต้านนั้นออกไป นี่คือสัญญาณที่ยืนยันของพวกเขา ว่าเขาจะ Buy เมื่อแนวต้านถูกทำลายหรืออีกนัยยะนึงก็คือการยืนยันว่าราคาจะไปต่อนั่นเอง

ส่วนในฝั่ง Sell ก็เช่นเดียวกัน เมื่อราคาทะลุแนวรับ ก็เป็นสัญญาณให้เทรดเดอร์เบรคเอาท์เข้า Sell ตามเพราะมีสัญญาณยืนยัน

และหากว่ากันตามเทคนิคแล้วนั้น แนวรับแนวต้าน สามารถใช้ได้กับอีกกรณีนึงก็คือเช่น เมื่อโครงสร้างตลาดเป็นขาขึ้น เราตรวจเจอแนวรับรออยู่ เราจึงต้องหาจังหวะ Buy ตรงบริเวณแนวรับ เพื่อให้ราคาขึ้นไปต่อตามเทรนด์

✅โดยตามตำราคือ✅

หากเราจะ Buy แนวรับ จุดที่เราควรวางคำสั่งตัดขาดทุน หรือ SL ก็ควรจะอยู่ใต้แนวรับและเผื่อออกไปเล็กน้อย เพราะเมื่อไหร่ที่แนวรับโดนทะลุลงมา นั่นหมายความว่าผิดเงื่อนไขในการ Buy บริเวณแนวรับนั่นเอง

แต่สิ่งที่เกิดขึ้นบ่อยๆในตลาดก็คือ กราฟที่เราเห็นมันเป็นสากลทั่วโลก เราเห็นแนวรับแนวต้าน เทรดเดอร์คนอื่นก็เห็น รายใหญ่ก็เห็น มันจึงมีสิ่งที่เรียกว่า Manipulation หรือการปั่นราคาของรายใหญ่ ❌

เพราะในเมื่อพวกเขามีปริมาณซื้อขายที่เยอะมาก การแลกเปลี่ยนเงินตราระหว่างประเทศของเขาแต่ละครั้ง ไม่ว่าจะเป็นการเก็งกำไรของกองทุน หรือการทำธุรกิจระหว่างประเทศของบริษัทระดับยักษ์ใหญ่ อาจส่งผลให้ราคาเกิดการเคลื่อนที่ได้ เพราะพวกเขาซื้อขาย 😱

เมื่อเขาเห็นแนวรับและเมื่อเขารู้ว่าตำราของรายย่อยระบุว่า 
SL ควรวางจุดไหน เขาจะ manipulate (ปั่น) ราคาเพื่อให้เขาได้เปรียบที่สุด 

เช่นหากเขาจะ Buy เขาจะทำให้แน่ใจว่าราคาต้องถูกลงกว่านี้ โดยการที่พยามทำให้แนวรับโดนทำลาย แล้วรายย่อยโดน SL จนหมดสิ้น จะเป็นการจับคู่ออเดอร์ของรายใหญ่ แล้วดันราคากลับขึ้นมา เพราะเขาลงไปเก็บของถูกแล้วนั่นเอง ส่วนพวกเราก็ได้แต่เจ็บใจเพราะโดน SL แล้วมันไปต่อ
จนมันเป็นที่มาของคำศัพท์อีก 2 คำคือ 

" SL Hunting "   และ "  False Breakout "

SL hunting ก็คือพฤติกรรมดังกล่าวที่กัปตันเขียนไปในข้างต้นก็คือเราโดน SL แล้วราคายังไปต่อ 

และ False Breakout คือ มาจากการที่ราคาลงมาชน SL แล้วกลับปิดแท่งเทียนโดยการทิ้งไส้ไว้ มีนัยยะว่าบริเวณดังกล่าวเคยลงไปนะ แต่โดนโวลุ่มที่เหนือกว่าดันราคาขึ้นมา !

ทีนี้เรามาเข้าสู่เทคนิคที่กัปตันนำเสนอวันนี้คือ
False Breakout Trading  เราจะเทรดจุดที่ราคามันเบรคหลอก เพื่อที่จะได้ไม่เจ็บตัวฟรีโดนรวบ SL แล้วไปต่อเฉยและยังได้ราคาที่ดีด้วย ตามรายใหญ่ไป  !

✍️สิ่งที่ต้องหาเพื่อเทรด Fasle Breakout ✍️

📈 ยกตัวอย่างฝั่งขาขึ้น 📈

1. เทรนด์ขาขึ้นเราจะหาจุด Buy เท่านั้น
2. หาโครงสร้างของ Demand Zone ( Base )
3. มองหาแนวรับที่อยู่เหนือ Base ขึ้นไปเล็กน้อย
4. รอให้ราคาเบรคแนวรับนั้นลงมา แล้วเราจะเข้า Buy ตรง Demand 

เหตุผลและตรรกะประกอบ

โดยปกติแล้ว ขาขึ้นเราจะ Buy ยังไงก็ได้เงิน เพราะถ้าเราไม่ใช่เทรดเดอร์มือใหม่ เราจะผ่านประสบการณ์การล้างพอร์ต การพอร์ตแตกมาแล้ว จากที่เราไม่ยอมตั้ง SL

เราจะเริ่มเข็ดขยาด ทีนี้เราก็จะหันมาตั้ง SL เปลี่ยนพฤติกรรมการเทรดใหม่ ไม่ยอมล้างพอร์ตอีกต่อไป
พอเราหันมาตั้ง SL สิ่งที่เกิดขึ้นคือ มันชน SL รัวๆ ชนแล้ว
กลับตัวอย่างกะ SL เราคือแนวรับแนวต้านอย่างนั่นแหละ 😭

ตรงนี้ถ้ามันไม่ได้มาจากความผิดพลาดในการวาง SL ของเราเองมันก็มาจากการ manipulation ตามที่กัปตันบอกไป

ให้ดูภาพประกอบ 

การเกิด False Breakout มันจะมีองค์ประกอบหลักๆ 2 อย่างคือ

1. มีแนวรับแนวต้าน ที่จะโดนเบรคหลอกในอนาคต เพราะมันอยู่ใกล้กับ Demand  หรือ Supply Zone ส่วนระยะที่แน่นอนนั้นไม่สามารถกำหนดได้แบบเป๊ะๆ แต่ขอแค่ว่า เราดูจากสายตาคือ ถ้าเราวาง SL ใต้แนวรับ เราก็จะโดนกิน เพราะราคาจะลงมาแตะ Demand แล้วขึ้นต่อ ( ตัวอย่างขาขึ้น)

2.ใช้การวิเคราะห์หลายกรอบเวลา หรือ Multiple Timeframes นั่นเองเพื่อที่เราจะใช้มันยืนยันในการเบรคหลอก หรือเบรคจริง กรณีตัวอย่าง

- ในกรอบเวลาที่เล็กกว่า ราคาได้เบรคแนวรับลงมา แต่มีแท่งเทียนที่พุ่งกลับขึ้นไปหาแนวรับ เราอาจจะเข้าใจว่ามันเบรคเอาท์ รีเทส
- แต่ให้เราดูกรอบเวลาที่ใหญ่กว่าอันเมื่อกี้ เพื่อดูว่า การที่ราคากลับมานั้น มันคือการกลับมาทดสอบ หรือว่ามันแค่เบรคหลอก แล้วทิ้งไส้ไว้

หลังจากที่เรารู้วิธีดูแล้ว การนำไปใช้เราสามารถใช้ได้กับทุกไทม์เฟรมแต่แนะนำว่า M5 ขึ้นไป และการเข้าเทรด เราสามารถเข้าได้สองวิธี

1. เข้าเมื่อราคาเบรคแนวรับ มาแตะ Demand กรอบบนเราก็เข้าเลยไม่ต้องรอให้เกิดการปฏิเสธราคา ( Rejection ) กรณีนี้เราเรียกว่า Aggressive Entry

2.เข้าเมื่อราคาเบรคแนวรับ มาแตะ Demand กรอบบน แล้วราคาพุ่งกลับขึ้นไป ให้เราไปดูกรอบเวลาที่ใหญ่กว่าปัจจุบันเช่น เราเจอเทคนิคนี้ที่ H1 ให้กลับไปดูใน H4 ว่ามันเบรคหลอกโดยมีการทิ้งไส้ไหม ถ้ามีก็เข้าแท่งถัดไปได้เลย
กรณีนี้เราเรียกว่า Conservative Entry

📌📌แต่กัปตันก็ขอย้ำเหมือนเดิมนะครับ ไม่มีเทคนิคไหนที่มันแม่นยำถูกต้อง 100% เพราะหัวใจหลักสำคัญของตลาดนี้คือการบริหารความเสี่ยง เราจะแพ้ยังไงให้เราได้กำไรระยะยาว เราจะแพ้ยังไงไม่ให้พอร์ตพัง มันก็คือการ MM หรือ Risk management นั่นเอง สิ่งเดียวที่เราควบคุมได้ครับผม

✅ อ่านเรื่อง False Breakout เพิ่มเติมได้ที่ 👇
https://www.facebook.com/captainTH01/posts/303985344804471

หากเราคิดว่าบทความนี้มีประโยชน์ ช่วยแชร์เพื่อสนับสนุนกัปตัน สิ่งที่กัปตันนำมาสอนพวกเรา ล้วนแต่จัดอยู่ในหัวข้อ Advanced Trading ถ้ามีพวกเราสนับสนุนกัปตัน
ก็จะมีบทความแบบนี้ส่งต่อให้เรา แบบไม่มีที่สิ้นสุดนั่นเอง ขอบคุณมากๆๆๆๆ ครับทุกคน 🙏🙏🙏
______________________________________________

ปล. เม้นคำว่า ⭐️ ขอบคุณ ⭐️ = กำลังใจให้กัปตัน
.
.
.
.
.
.
.
.
.
.
.
.
.

เพจกัปตันได้รับสนับสนุนจากโบรคเกอร์ที่มีกฏหมายกำกับดูแลและปลอดภัยเชื่อถือได้

#TMGM โบรคเกอร์สัญชาติออสเตรเลีย มีใบอนุญาตแน่น ๆ
ASIC, FMA และ VFSC 

เสปรดทองคำต่ำที่สุดในตลาด จึงมีโอกาสทำกำไรได้ง่ายกว่า ฝากถอนสะดวก มีทีมงานคนไทยคอยดูแล สิ่งนี้สำคัญมาก และจะทำให้การเทรดของเราทั้งราบรื่นขึ้นครับ

ทุกๆ การเทรด สามารถสะสมแต้มเพื่อใช้แลกของรางวัล หรือจะแลกเป็นเงินสด ถอนได้ หรือโอนไปเทรดก็ได้ !

สมัครเลย ! 🔻
Website : https://bit.ly/3kIRIhc
ติดต่อผ่านไลน์ได้เลย https://line.me/ti/p/~@065uinnm  
ID: @065uinnm